ภาษาอื่น

ประเทศรัสเซีย

บทความนี้ต้องการแหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม เพื่อให้บทความน่าเชื่อถือและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
คุณสามารถช่วยพัฒนาวิกิพีเดีย โดยเพิ่มแหล่งอ้างอิงที่เหมาะสม - การอ้างอิงแหล่งที่มา วิธีการเขียน บทความคัดสรร และ นโยบายวิกิพีเดีย
Российская Федерация
Rossiyskaya Federatsiya
รอสซีสกายา เฟเดราซียา
สหพันธรัฐรัสเซีย

ธงชาติรัสเซีย

ตราแผ่นดินของรัสเซีย

ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ: ไม่มี
เพลงชาติ: Hymn of the Russian Federation

แผนที่แสดงที่ตั้งของประเทศรัสเซีย

เมืองหลวง มอสโก
55°45′N 37°37′E
เมืองใหญ่สุด มอสโก
ภาษาราชการ ภาษารัสเซียและภาษาราชการอื่น ๆ ในแต่ละสาธารณรัฐ
รัฐบาล สหพันธรัฐระบบกึ่งประธานาธิบดี
ประธานาธิบดี
นายกรัฐมนตรี
ดมิตรี มิดเวดิฟ
วลาดิมีร์ ปูติน

ได้รับเอกราช
 - ประกาศ
 - Finalized
 - อดีต

จาก สหภาพโซเวียต
12 มิถุนายน พ.ศ. 2533 (วันรัสเซีย)
26 ธันวาคม พ.ศ. 2534
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย
เนื้อที่
 - ทั้งหมด
 - พื้นน้ำ (%)
 
17,075,200 กม.² (อันดับที่ 1)
0.5
ประชากร
 - 2549 ประมาณ
 - 2545
 - ความหนาแน่น
 
142,893,540 (อันดับที่ 8)
145,513,037
8.4/กม² (อันดับที่ 178)
GDP (PPP)
 - รวม
 - ต่อประชากร
2548 ค่าประมาณ
1.778 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 7-9)
12,254 ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 54)
HDI (2550) 0.802 (อันดับที่ 67) – สูง
สกุลเงิน รูเบิล (RUB)
เขตเวลา
 - ฤดูร้อน (DST)
(UTC+2 ถึง +12)
(UTC+3 ถึง +13)
รหัสอินเทอร์เน็ต .ru, .su (จองไว้)
รหัสโทรศัพท์ +7
รัสเซีย, แสตมป «รัสเซีย — ประเทศไทย», 1997
รัสเซีย, แสตมป «รัสเซีย — ประเทศไทย», 1997

รัสเซีย (Russia) (ภาษารัสเซีย: Росси́я, Rossija ออกเสียง [rʌ'sʲi.jə]) หรือ สหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) (Росси́йская Федера́ция, Rossijskaja Federatsija ออกเสียง [rʌ'sʲi.skə.jə fʲɪ.dʲɪ'ra.ʦɪ.jə]) เป็นประเทศที่มีอาณาบริเวณตั้งแต่ทางตะวันออกของทวีปยุโรป และทางเหนือของทวีปเอเชีย เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เป็นสองเท่าของอันดับสอง คือ ประเทศแคนาดา) เดิมเป็นสมาชิกของสหภาพโซเวียต และเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุด มีอิทธิพลที่สุดของโซเวียต

เนื้อหา

[แก้] ประวัติศาสตร์

ดูที่บทความหลักได้ที่ ประวัติศาสตร์รัสเซีย

[แก้] ยุคแห่งการตั้งอาณาจักร

ชาวสลาฟตะวันออกเป็นชนชาติแรกที่เข้ามาตั้งถื่นฐานในรัสเซีย บริเวณแม่น้ำนีเปอร์และแม่น้ำวอลกาทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนทางตอนเหนือชนชาติสแกนดิเนเวียและไวกิ้งที่รู้จักในนามวาแรนเจียน ได้ตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำเนวา และทะเลสาบลาโดกา ทำการติดต่อค้าขายกับชาวสลาฟ แต่แล้วในปี ค.ศ.880 กษัตริย์แห่งวาแรนเจียนก็เข้ามายึดเมืองเคียฟของชาวสลาฟ และได้ตั้งเคียฟเป็นเมืองหลวง โดยผนวกดินแดนเหนือและใต้เข้าด้วยกันแล้วขนานนามว่า เคียฟรุส (Kievan Rus')

ในปี ค.ศ. 978 เจ้าชายวลาดีมีร์ โมโนมัค ขึ้นครองราชย์และทรงนำศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์เข้าสู่รัสเซีย ซึ่งต่อมามีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงต่อศิลปะสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมของประเทศ ในช่วงศตวรรษที่ 11 เคียฟเป็นนครหลวง ศูนย์รวมของอำนาจกษัตริย์และเป็นศูนย์กลางของคริสต์จักรออร์ทอดอกซ์ ในขณะที่เมืองอื่น ๆ ก็มีประชากรก่อตั้งขึ้นมา จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวอ้างถึงมอสโกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1147 ว่าเจ้าชายยูริ ดอลโกรูกี มกุฎราชกุมารแห่งนครเคียฟ มีรับสั่งให้สร้างป้อมปราการไม้หรือเครมลินขึ้นที่เนินเขาโบโรวิตสกายา ริมแม่น้ำมอสควา และตั้งชื่อเมืองว่า มอสโก

[แก้] อาณาจักรมัสโควี

ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 กองทัพมองโกล นำโดยบาตูข่าน เข้ารุกรานรัสเซีย และยึดเมืองเคียฟได้สำเร็จ หลังจากนั้นรัสเซียก็ถูกตัดจากโลกภายนอก ถูกควบคุมทางการเมือง การปกครอง และต้องจ่ายภาษีให้กับมองโกล กษัตริย์และพระราชาคณะจึงย้ายศูนย์กลางอำนาจมาทางตอนเหนือ

ในปี 1328 พระเจ้าอีวานที่ 1 ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงมีฉายาว่า lvan kalita หรืออีวานถุงเงิน เนื่องจากทรงเก็บส่วยและเครื่องบรรณาการให้มองโกล และในยุคนี้เองที่กษัตริย์ได้ย้ายที่ประทับมาที่มอสโก ต่อมาในยุคของพระเจ้าอีวานที่ 2 (ค.ศ. 1353-1359) มองโกลเริ่มเสื่อมอำนาจ เจ้าชายดมีตรี โอรสแห่งพระเจ้าอีวานที่ 2 ทรงขับไล่มองโกลได้สำเร็จในการรบที่คูลีโคโว บนฝั่งแม่น้าดอน ในปี 1380 พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็น ดมีตรี ดอนสกอย (ดมีตรีแห่งแม่น้ำดอน) ได้รวมเมืองวลาดีมีร์และซุลดัล อันเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรมัสโควี และยังได้บูรณะเครมลินเป็นกำแพงหินขาวแทนไม้โอ๊ก มอสโกจึงมีอีกชื่อเรียกว่า เมืองกำแพงหินขาวในยุคนั้น แต่เพียงไม่นานพวกตาตาร์ก็กลับมาทำลายเครมลินจนพินาศ รัสเซียต้องเป็นเมืองขึ้นของตาตาร์อีกครั้งหนึ่งในปี 1382

จนเข้าสู่สมัยของพระเจ้าอีวานที่ 3 หรืออีวานมหาราช(ค.ศ. 1462-1505) พระองค์ทรงอภิเษกกับหลานสาวของจักรพรรดิองค์ก่อนแห่งไบแซนไทน์ในปี 1472 และรับอินทรีสองเศียรเป็นสัญลักษณ์ของรัสเซีย ในยุคของพระองค์ได้รวบรวมดินแดนให้กลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ในปีค.ศ. 1480 ทรงขับไล่กองกำลังตาตาร์ออกจากรัสเซียจนหมดสิ้น ปิดฉากสองศตวรรษภายใต้การปกครองของมองโกล ทรงบูรณะเคนมลินให้เป็นหอคอยสูงและโบสถ์งดงามไว้ภายในเครมลิน นับเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของรัสเซีย

ปี 1574 พระเจ้าอีวานที่ 4 (1533-1584) หลานของพระเจ้าอีวานมหาราช ได้รับสถาปนาเป็นซาร์พระองค์แรก (ซาร์มาจากคำว่า ซีซาร์ ผู้ครองอำนาจแห่งจักรวรรดิโรมันและไบแซนไทน์) พระองค์ทรงปกครองอาณาจักรด้วยความเหี้ยมโหด ปราศจากความเมตตา ว่ากันว่าทรงรับสั่งให้ควักลูกตาสถาปนิกผู้ออกแบบสร้างมหาวิหารเซนต์บาซิล เพื่อมิให้สร้างสิ่งก่อสร้างที่งดงามเช่นนี้ได้ที่ใดอีก เมื่อหมดยุคของพระเจ้าอีวานที่ 4 ในปี ค.ศ. 1584 มอสโกก็ประสบปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจอย่างรุนแรง มีการแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างราชวงศ์รูริก และโรมานอฟ ในที่สุดสมัชชาแห่งชาติและพระราชาคณะแห่งคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ ก็มีมติเลือกมีคาอิล โรมานอฟ ขึ้นเป็นซาร์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์โรมานอฟ

[แก้] จักรวรรดิรัสเซีย

ค.ศ. 1613-1917 พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 มหาราช (ค.ศ. 1682-1725) ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซีย พระองค์ขึ้นครองราชย์แต่งแต่พระชนมายุ 10 ชันษาพร้อมกับพระเจ้าอีวานที่ 5 (เป็นกษัตริย์บัลลังก์คู่) จนในปี 1696 เมื่อพระเจ้าอีวานที่ 5 สิ้นพระชนม์ พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 มหาราช จึงมีพระราชอำนาจโดยแท้จริง ในยุคของพระองค์ทรงขยายอาณาเขตรัสเซียออกไปทางตะวันออกถึงวลาดีวอสตอค และทรงใช้นโยบายสู้ตะวันตก ทรงนำรัสเซียเข้าสู่ยุคใหม่ โดยในปีค.ศ. 1712 ทรงย้ายเมืองหลวงจากมอสโกมาที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดตั้งกองทหารราชนาวีขึ้นในรัสเซีย ทั้งยังทรงนำช่างฝีมือจากฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ มาสร้างวิหารและพระราชวังที่งดงามอีกมากมาย และทรงนำพาจักรวรรดิรัสเซียให้เป็นที่รู้จักเกรียงไกรในสังคมโลก ถัดจากพระเจ้าปีเตอร์มหาราชยังมีซาร์และซารีนาอีกหลายพระองค์ที่สืบราชบัลลังก์ ทว่าผู้ที่สร้างความเจริญเฟื่องฟูให้กับรัสเซียสูงสุด ได้แก่ พระนางเจ้าแคทเทอรีนที่ 2 (ค.ศ. 1762-1796) พระนางได้รับการยกย่องให้เป็นราชินี ด้วยทรงเชี่ยวชาญด้านการปกครองอย่างมาก กระนั้นพระนางก็มีชื่อเสียงด้านลบด้วยพระนางมีคู่เสน่หามากมาย

ผู้สืบราชวงศ์องค์ต่อมาคือพระเจ้าปอลที่ 1 (ค.ศ. 1796-1801) พระราชโอรสของพระนางเจ้าแคทเทอรีน ทรงครองราชย์อยู่เพียงระยะสั้น จากนั้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 (1801- 1825) พระราชโอรสสืบพระราชบัลลังก์ต่อ ในปี 1812 ทรงทำศึกชนะจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศส แต่แล้วในช่วงปลายรัชกาล เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบบรัฐสภา ปี 1825 เกิดกบฏต่อต้านราชวงศ์ขึ้น ในเดือนธันวาคม เรียกกบฏธันวาคม (Decembrist Movement) แต่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 (ค.ศ. 1825-1855) ก็ทรงปราบกลุ่มผู้ต่อต้านไว้ได้ พอมาในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 (ค.ศ. 1855-1881) พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี 1881 ทิ้งไว้เพียงอนุสรณ์สถานที่สร้างอุทิศแด่พระองค์ ณ จุดที่ถูกลอบปลงพระชนม์ ซาร์องค์ต่อมาคือ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 (ค.ศ. 1881-1894) จนถึงซาร์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โรมานอฟ ซาร์นิโคลัสที่ 2 (1894-1917) ความเหลื่อมล้ำกันทางชนชั้น และความยากจน ก่อให้เกิดการปฏิวัติเป็นครั้งแรกโดนกรรมการชาวนาในปี 1905 ซึ่งมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า วันอาทิตย์เลือด Bloody Sunday และสุดท้ายคือการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 กระนั้นชนวนที่ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟและระบอบซาร์ถึงกาลอวสานก็มีปัจจัยอื่นเช่นกัน

[แก้] สมัยสหภาพโซเวียต

การตัดสินใจเขาร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้นนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งชีวิตของทหารและชาวรัสเซียนับล้านที่เมื่อรัสเซียเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ การจลาจนเกิดขึ้นทั่วเมืองในที่สุดปี 1917 จึงเกิดการปฏิวัติล้มล้างระบบซาร์ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 สละราชสมบัติ มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลเฉพาะกิจเคอเรนสกีขึ้นบริหารประเทศ แต่พรรคบอลเชวิค (Bolshevik) นำโดยวลาดีมีร์ เลนินก็ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการบริหารประเทศไว้ได้ โดยการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งประกาศให้ประเทศเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Repubilcs หรือ USSR)

ปี ค.ศ. 1918 ย้ายเมืองหลวงและฐานอำนาจกลับสู่มอสโก กระนั้นก็ยังมีผู้ไม่พอใจกับสภาพแร้นแค้น การขาดสิทธิเสรีภาพ จึงทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เลนินถึงแก่อสัญกรรมในปี 1924 โจเซฟ สตาลิน (1924-1953) ขึ้นบริหารประเทศแทนด้วยความเผด็จการ และกวาดล้างทุกคนผู้ที่มีความคิดต่อต้าน เขาเปิดการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ จนเทียบเคียงสหรัฐอเมริกา แต่ปัญหาความอดอยาก ที่เรื้อรังมานานก็ยากเกินเยียวยา และยิ่งเลวร้ายเมื่อฮิตเลอร์สั่งล้อมมอสโกไว้ โดยเฉพาะที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกปิดล้อมไว้นานถึง 900 วันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชาวรัสเซียเรียกสงครามครั้งนั้นว่า The Great Patriotic War กระนั้นสตาลินก็มีบทบาทในการพิชิตนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1941-1945) นี้ไว้ได้

ปี ค.ศ. 1955 นีกีตา ครุชชอฟ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำโดยมีแนวคิดในการบริหารประเทศที่เน้นการอยู่ร่วมกัน มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนผ่อนคลายความเข้มงวดให้น้อยกว่าสมัยสตาลิน รวมถึงเปิดเครมลินเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนได้เข้าชมอีกด้วย ปี 1964 ครุชชอฟลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทน เบรจเนฟแผ่อิทธิพลไปถึงจีน คิวบา และอัฟกานิสถาน เพิ่มความเครียดไปทั่วโลก เขาจึงนำนโยบายต่างประเทศที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในชื่อ การผ่อนคลายความตึงเครียด มาใช้โดยปี1980 มอสโกได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 22

ปี 1985 มิฮาอิล กอร์บาชอฟขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมิวนิสต์ และขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทนนายอังเดร โกรมิโกรที่ลาออกในปี 1988 เขาเป็นผู้นำการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เรียกว่า เปเรสตรอยกา (Perestroyka) โดยนำพาประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยม มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาฝีมือแรงงานรวมถึงเสนอนโยบายเปิดกว้างกลาสนอสต์ (Glasnost) คือให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน มีการติดต่อด้านการค้ากับตะวันตก รวมถึงถอนกำลังออกจากยุโรปตะวันออกและอัฟกานิสถานและยังได้เข้าร่วมกับองค์การนาโต หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ในปี ค.ศ. 1990 กอร์บาชอฟได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รวมถึงได้รับยกย่องจากนิตยสารไทม์เป็นบุรุษแห่งศตวรรษ (Man of the Decade) กระนั้นปัญหาขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค และความล้าหลังทางการผลิตที่สั่งสมมานานก็ทำให้นโยบายเปเรสตรอยกาล้มเหลว ความนิยมในกอร์บาชอฟเริ่มตกลง ต่อมาเกิดรัฐประหารขึ้นในเดือนสิงหาคม 1991 โดยกลุ่มคอมมิวนิสต์หัวเก่าที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่ตลาดเสรี แต่บอริส เยลต์ซิน ก็สามารถกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ กอร์บาชอฟจึงสิ้นคะแนนนิยมอย่างแท้จริง เขาประกาศลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงประกาศยกเลิกพรรคคอมมิวนิสต์ต่อหน้ามหาชน พร้อมด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำของเยลต์ชิน สหภาพโซเวียตจึงล่มสลาย สาธารณรัฐต่าง ๆ ทั้ง 15 สาธารณรัฐแยกตัวเป็นอิสระ รวมทั้งสาธารณรัฐรัสเซีย (Russian SFSR) ภายใต้ชื่อใหม่ว่า สหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation)

[แก้] หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต การเมืองในรัสเซียขาดเอกภาพ เนื่องจากเกิดการแก่งแย่งอำนาจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ทำให้ความปั่นป่วนทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นการก่อรัฐประหารในปี พ.ศ. 2536แต่นายบอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีในขณะนั้น สามารถปราบปรามการก่อรัฐประหารได้สำเร็จ และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจสูงสุดแก่ประธานาธิบดี

[แก้] ชื่อภาษาอังกฤษของรัสเซีย

  • รุ่นแรกเป็น USSR
  • รุ่นปัจจุบันเป็น RUSSIA

[แก้] ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาดูมา เมื่อ 7 ธันวาคม 2546

พรรค United Russia ที่ให้การสนับสนุนประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ชนะการเลือกตั้ง (ร้อยละ 49.1) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พรรคคอมมิวนิสต์และพรรคที่มีสายสัมพันธ์กับอดีตประธานาธิบดีเยลต์ซินเริ่มมีบทบาทลดน้อยลง หลังจากนั้น เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ประธานาธิบดีปูตินได้ทำการสั่งปลดคณะรัฐมนตรีรัสเซียทั้งคณะ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน 14 มีนาคม 2547 และได้แต่งตั้งนายมิคาอิล ฟราดคอฟ ผู้แทนพิเศษในการพัฒนาความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายกรัฐมนตรีมิคาอิล คาสยานอฟ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อาจมองได้ว่า เป็นความพยายามที่จะสร้างฐานอำนาจของประธานาธิบดีปูติน และอาจเป็นเพราะอดีตนายกรัฐมนตรีคาสยานอฟ มาจากกลุ่มของอดีตประธานาธิบดีเยลต์ซิน ที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการจะสลายอิทธิพลให้หมดสิ้นไป รวมถึงการที่นายกรัฐมนตรีคาสยานอฟมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในสมัยประธานาธิบดีเยลต์ซินด้วย

[แก้] ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อ 14 มีนาคม 2547

ประธานาธิบดีปูตินได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นถึงร้อยละ 71.2 จนสามารถครองตำแหน่งผู้นำรัสเซียได้ต่อไปอีกเป็นวาระที่ 2 ชัยชนะครั้งนี้ น่าจะมาจากผลสำเร็จของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของรัสเซียที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และอาจเป็นเพราะชาวรัสเซียชื่นชมคุณลักษณะความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของประธานาธิบดีปูติน โดยเฉพาะการใช้นโยบายและมาตรการที่เด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาเชชเนีย


[แก้] กระแสวิจารณ์เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 3

ของประธานาธิบดีปูตินมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่รัฐธรรมนูญรัสเซียระบุว่า ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 วาระเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ความชัดเจนจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งสภาดูมาในปลายปี พ.ศ. 2550 ก่อนที่ประธานาธิบดีปูตินจะหมดวาระในปี พ.ศ. 2551 โดยอาจมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปูทางให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีก 1 สมัย อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน 2548 ประธานาธิบดีปูตินได้แสดงความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ด้วยการประกาศจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียอีกเป็นสมัยที่ 3

[แก้] การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2548

นับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลในเดือนมีนาคม 2547 โดยการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ได้มีการแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีก 2 คน คือ 1) นายดมิทรี เมดวีเดฟ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบประธานาธิบดี (Chief of Presidential Staff) และประธานบริษัทก๊าซธรรมชาติ Gazprom เพื่อกำกับงานด้านสาธารณสุข การศึกษา และการเกษตร และ 2) นายเซอร์เก อีวานอฟ รัฐมนตรีกลาโหม ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อกำกับงานด้านความมั่นคง ทั้งหมด ทั้งนี้ การแต่งตั้งนายเมดวีเดฟน่าจะเป็นการสนองนโยบายที่ต้องการนำกิจการด้านพลังงานกลับมาเป็นของรัฐ รวมทั้งการใช้บริษัท Gazprom เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ขณะที่การแต่งตั้งนายอีวานอฟจะเป็นประโยชน์ต่อการควบอำนาจระหว่างหน่วยข่าวกรองกับกองทัพ หลายฝ่ายมองว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล และเป็นการรักษาดุลอำนาจภายในแล้ว ยังเป็นการทดสอบการทำงานของบุคคลทั้งสองซึ่งถูกวางตัวให้เป็นทายาททางการเมืองของผู้นำรัสเซียในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2551 ด้วย

[แก้] การเมืองการปกครอง

ในยุคที่คณะปฏิวัติหรือบอลเชวิกได้ปกครองอยู่ ผู้นำประเทศคือ นายวลาดีมีร์ อีลิช อูเลียนอฟ หรือ เลนิน

[แก้] รูปแบบการปกครอง

เป็นแบบสหพันธรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

[แก้] ประมุข

ประธานาธิบดีมีอำนาจในการบริหารประเทศอย่างสมบูรณ์

  • ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี และอยู่ตำแหน่งได้ 2 วาระ
ผลการเลือกตั้ง ผู้ชนะคือ นายดิมิทรี เมียดเวเดียฟ

[แก้] การแบ่งเขตการปกครอง

ประเทศรัสเซียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 เขตสหพันธ์ (federal districts) แต่ละเขตสหพันธ์แบ่งย่อยลงไปอีกเป็น สาธารณรัฐ (Republics - respubliki ) ดินแดน (Territories - kraya ) แคว้น (Provinces - oblasti ) นครสหพันธ์ (Federal cities - federalnyye goroda ) แคว้นปกครองตนเอง (Autonomous oblast - avtonomnaya oblast ) เขตปกครองตนเอง (Autonomous districts - avtonomnyye okruga ) รวมทั้งหมด 21 สาธารณรัฐ 7 ดินแดน 47 แคว้น 2 นครสหพันธ์ 1 แคว้นปกครองตนเอง และ 6 เขตปกตรองตนเอง ได้แก่


ดูเพิ่มได้ที่ เขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย

เขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย
เขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย
  1. สาธารณรัฐอะดีเกยา (Adygeya)
  2. สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน (Bashkortostan)
  3. สาธารณรัฐบูเรียตียา (Buryatia)
  4. สาธารณรัฐอัลไต (Altai)
  5. สาธารณรัฐดาเกสถาน(Dagestan)
  6. สาธารณัฐอินกูเชเตีย (Ingushetia)
  7. สาธารณรัฐคาบาร์ดีโน-บัลคาเรีย (Kabardino-Balkaria)
  8. สาธารณรัฐคัลมืยคียา (Kalmykia)
  9. สาธารณรัฐคาราไช-เชียร์เคสส์ (Karachay-Cherkessia)
  10. สาธารณรัฐคาเรลียา (Kareliya)
  11. สาธาณรัฐโคมิ (Komi)
  12. สาธารณรัฐมารีอิ-เอล (Marii-El)
  13. สาธารณรัฐมอร์โดเวีย (Mordovia)
  14. สาธารณรัฐซาฮา (ยาคูตียา) (Sakha; Yakutia)
  15. สาธารณรัฐนอร์ทออสซีเชีย-อาลาเนีย(North Ossetia-Alania)
  16. สาธารณรัฐตาตาร์สถาน (Tatarstan)
  17. สาธารณรัฐตูวา (Tuva)
  18. สาธารณรัฐอุดมูร์ต (Udmurtia)
  19. สาธารณรัฐฮาคาซียา(Khakassia)