เครื่องมือภาษาอื่น
|
ภาษาสเปนภาษาสเปน (Spanish, Castilian; Español, Castellano) เป็นภาษาในกลุ่มภาษาไอบีเรียนโรมานซ์ ที่มีคนพูดมากเป็นอันดับ 3 หรือ 4 ของโลก โดยที่มีคนพูดเป็นภาษาแรกประมาณ 352 ล้านคน และมากถึง 417 ล้านคน เมื่อรวมคนที่ไม่ได้พูดเป็นภาษาแรกด้วย (จากการประมาณเมื่อปี พ.ศ. 2542) ประชากรส่วนใหญ่ที่พูดภาษาสเปนจะอาศัยอยู่แถบลาตินอเมริกา
[แก้] ชื่อภาษาและที่มาชาวสเปนมักเรียกภาษาของตนว่า ภาษาสเปน (español) เมื่อนำภาษานี้ไปเปรียบเทียบกับภาษาของชาติอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ แต่จะเรียกว่า ภาษาคาสตีล (castellano) [= ภาษาของแคว้นคาสตีล] เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาษาในประเทศสเปนภาษาอื่น ๆ (เช่น ภาษากาลิเซีย ภาษาบาสก์ และภาษาคาตาลัน) หรือแม้กระทั่งการนำไปเทียบกับบรรดาภาษาพื้นเมืองของประเทศในลาตินอเมริกาบางประเทศ ด้วยวิธีนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสเปน ค.ศ. 1978 จึงใช้คำว่า "ภาษาคาสตีล" (castellano) เพื่อนิยามภาษาราชการของประเทศ ซึ่งตรงข้ามกับ "ภาษาของสเปนภาษาอื่น ๆ" (las demás lenguas españolas) ตามมาตรา 3 ดังนี้
นักนิรุกติศาสตร์บางคนใช้ชื่อ "Castilian" เมื่อกล่าวถึงภาษาที่ใช้กันในภูมิภาคคาสตีลสมัยกลางเท่านั้น โดยเห็นว่า "Spanish" ควรนำมาใช้เรียกภาษานี้ในสมัยใหม่จะดีกว่า ภาษาถิ่นย่อยของภาษาสเปนที่พูดกันทางตอนเหนือของแคว้นคาสตีลในปัจจุบันเอง บางครั้งก็ยังเรียกว่า "Castilian" ภาษาถิ่นนี้แตกต่างจากภาษาถิ่นในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศสเปน (เช่นในแคว้นอันดาลูเซียหรือกรุงมาดริดเป็นต้น) โดยในประเทศสเปนถือว่าเป็นภาษาเดียวกับภาษาสเปนมาตรฐานอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม คำ castellano ยังใช้กันเป็นวงกว้างเพื่อเรียกภาษาสเปนทั้งหมดในลาตินอเมริกา เนื่องจากผู้พูดภาษาสเปนบางคนจัดว่า castellano เป็นคำกลาง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการเมืองหรือลัทธิใด (เหมือนกับ "Spanish" ในฐานะคำหนึ่งของภาษาอังกฤษ) ชาวลาตินอเมริกาจึงมักใช้ตำนี้ในการแบ่งแยกความหลากหลายของภาษาสเปนในแบบของพวกเขาว่า ไม่เหมือนกันกับความหลากหลายของภาษาสเปนที่ใช้กันในประเทศสเปนเอง คำว่า español ที่ถูกนำมาเปลี่ยนแปลงรูปตามกฎทางไวยากรณ์และสัทวิทยา (การศึกษาเกี่ยวกับเสียงในภาษา) ของแต่ภาษาเพื่อใช้เรียกชาวสเปนและภาษาของพวกเขานั้น มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินว่า "ฮิสปานีโอลุส" (Hispaniolus) [= ชาวฮิสปาเนียน้อย] รูปคำดังกล่าวได้วิวัฒนาการมาเป็น Spaniolus (ในช่วงเวลานั้น ตัว H ในภาษาละตินจะหายไปในการสนทนาปกติ คำนี้จึงออกเสียงว่า "อิสปานีโอลู" [ispa'niolu]) และสระ [i] (ใช้ในภาษาพูดของละตินเพื่อความรื่นหู) ก็ถูกเปิดเป็นสระ [e] จึงทำให้คำนี้มีรูปเขียนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน[1] [แก้] ประวัติ
Cantar de Mio Cid บทกวีสดุดีวีรกรรมของเอลซิด (วีรบุรุษคนหนึ่งของสเปน) ในช่วงพิชิตดินแดนคืน เป็นเอกสารแรกสุดที่เขียนเป็นภาษาคาสตีลเก่า และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ภาษานี้เป็นเอกเทศจากละติน
ภาษาสเปนพัฒนาขึ้นในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8-9 โดยมีรากฐานจากภาษาละตินสามัญ (Vulgar Latin)[2] ที่ใช้สื่อสารกันในแถบภูเขากันตาเบรีย บริเวณจังหวัดกันตาเบรีย บูร์โกส และลารีโอคา ทางตอนเหนือของประเทศสเปนปัจจุบัน โดยได้รับอิทธิพลจากภาษาบาสก์และภาษาเคลติเบเรียน ภาษาที่เกิดขึ้นนี้มีลักษณะเฉพาะทางสัทวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาษาละตินเดิม ได้แก่ การกลายเสียงพยัญชนะให้อ่อนลง (เช่น จาก vita ในภาษาละติน เป็น vida ในภาษาสเปน) การทำให้เป็นเสียงเพดานแข็ง (เช่น จาก annum [-นน-] เป็น año [-นย-] และจาก anellum [-ลล-] เป็น anillo [-ลย-]) และการทำสระเดี่ยวให้กลายเป็นสระประสม (การเปลี่ยนต้นเค้าศัพท์) ของสระ e และ o (เช่น จาก terra เป็น tierra และจาก novus เป็น nuevo) ปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้สามารถพบได้ในประวัติของภาษากลุ่มโรมานซ์ภาษาอื่นเช่นกัน โดยเฉพาะหลังจากที่จักรวรรดิโรมันล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ซึ่งได้ลดการติดต่อทางวัฒนธรรมระหว่างดินแดนต่าง ๆ กับกรุงโรมลงด้วย ในช่วงการพิชิตดินแดนคืนจากพวกมุสลิม (Reconquista เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7) ภาษาท้องถิ่นทางเหนือภาษานี้ก็ถูกนำลงมาทางใต้ โดยเข้าไปแทนที่หรือส่งอิทธิพลต่อภาษาในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ได้ยืมศัพท์เป็นจำนวนมากจากภาษาอาหรับของพวกมัวร์ (ชาวมุสลิมที่เคยปกครองคาบสมุทรไอบีเรีย) รวมทั้งรับอิทธิพลจากภาษาของชาวคริสต์และชาวยิวที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของพวกมัวร์ด้วย (แต่ภาษาเหล่านี้ได้สูญไปจากคาบสมุทรไอบีเรียตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16) ก้าวแรกของการทำให้ภาษาเขียนมีความเป็นมาตรฐานนั้นเริ่มต้นในคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 10 (พระเจ้าอัลฟอนโซนักปราชญ์) พระองค์ทรงรวบรวมนักเขียนและปราชญ์จากที่ต่าง ๆ มาประชุมกันในราชสำนัก และทรงอำนวยการตรวจตรางานเขียนของปราชญ์เหล่านั้นซึ่งมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ และกฎหมาย ต่อมาในปี ค.ศ. 1492 เอเลียว อันโตเนียว เด เนบรีคา (Elio Antonio de Nebrija) ก็ได้แต่งตำราไวยากรณ์ภาษาสเปนขึ้นที่เมืองซาลามังกา มีชื่อว่า Gramática de la Lengua Castellana ซึ่งถือเป็นตำราไวยากรณ์ภาษาแรกของกลุ่มโรมานซ์ด้วย ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ภาษาสเปนก็ได้ถูกนำเข้าสู่ดินแดนทวีปอเมริกาและสแปนิชอีสต์อินดีสโดยผ่านนักสำรวจและนักล่าดินแดนเป็นอาณานิคม ภาษาสเปนกลายเป็นภาษาหลักทางศิลปะ การเมือง และการค้าของทวีปยุโรป (จนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ภาษาฝรั่งเศสจึงเข้ามามีอิทธิพลอย่างสูงแทน) และในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาษาสเปนก็ได้รับการแนะนำในประเทศอิเควทอเรียลกินี ดินแดนเวสเทิร์นสะฮารา และพื้นที่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิสเปนมาก่อนเลย เช่น ในย่านสแปนิชฮาร์เล็มของนครนิวยอร์ก [แก้] การจำแนกและภาษาร่วมตระกูลภาษาสเปน/ภาษาคาสตีลมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกลุ่มภาษาโรมานซ์ไอบีเรียนตะวันตก ได้แก่ ภาษาอัสตูเรียส (asturianu) ภาษากาลิเซีย (galego) ภาษาลาดิโน (Djudeo-espanyol, sefardí) และภาษาโปรตุเกส (português) เช่นเดียวกับที่มีความสัมพันธ์บางประการกับภาษาอารากอน (aragonés) และภาษาคาตาลัน (català) ภาษาคาตาลันซึ่งเป็นภาษาไอบีเรียนตะวันออกและมีลักษณะหลายประการของกลุ่มภาษากัลโล-โรมานซ์ มีความใกล้เคียงกับภาษาข้างเคียงอย่างภาษาอ็อกซิตัน (occitan) มากกว่าที่ภาษาสเปนใกล้เคียงกับภาษาโปรตุเกส ภาษาสเปนและภาษาโปรตุเกสมีไวยากรณ์และคำศัพท์ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน เช่นเดียวกับที่มีประวัติความเป็นร่วมกันในเรื่องอิทธิพลที่ได้รับจากภาษาอาหรับในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวมุสลิม (ภาษาทั้งสองขยายตัวเหนือดินแดนอิสลาม) ความใกล้เคียงของศัพท์ของทั้งคู่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 89[3] [แก้] ลาดิโนดูบทความหลักที่ ภาษาลาดิโน ภาษาลาดิโนได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสเปนโบราณ และมีความใกล้เคียงกับภาษาสเปนมากกว่าภาษาอื่น ๆ ผู้พูดภาษานี้เป็นผู้ที่สืบทอดเชื้อสายมาจากชาวยิวเซฟาร์ดี (Sephardic Jews) ที่ถูกขับไล่ออกจากสเปนไปในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ภาษาลาดิโนมีลักษณะหลายประการที่ทำให้ไม่ได้รับการจัดเป็นภาษาเอกเทศ หากแต่เป็นภาษาถิ่นของภาษาคาสตีล ภาษานี้ไม่มีคำศัพท์อเมริกันพื้นเมืองซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในช่วงอาณานิคม แต่ก็ยังมีคำศัพท์จากภาษาตุรกี ภาษาฮีบรู และจากภาษาอื่น ๆ ในที่ที่ชาวยิวเซฟาร์ดีเข้าไปตั้งถิ่นฐานปะปนอยู่ด้วย [แก้] การเปรียบเทียบคำศัพท์ภาษาสเปนและภาษาอิตาลีมีระบบสัทวิทยาที่คล้ายคลึงกันมากและไม่มีความแตกต่างกันมากในเรื่องไวยากรณ์ ปัจจุบัน ความใกล้เคียงของศัพท์กับภาษาอิตาลีนั้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 82[3] ซึ่งเป็นผลให้ภาษาสเปนและภาษาอิตาลีสามารถเป็นที่เข้าใจระหว่างกันได้ในหลายระดับ ความเข้าใจได้ระหว่างภาษาสเปนกับภาษาฝรั่งเศสและภาษาโรมาเนียมีน้อยกว่า (ความใกล้เคียงของศัพท์อยู่ที่ร้อยละ 75 และร้อยละ 71 ตามลำดับ[3]) และความเข้าใจภาษาสเปนของผู้พูดภาษาฝรั่งเศส (ซึ่งไม่รู้ภาษาสเปน) ตกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 เท่ากับภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ระบบการเขียนที่มีลักษณะร่วมกันของกลุ่มภาษาโรมานซ์นั้น ทำให้การสื่อสารระหว่างภาษาต่าง ๆ (ในกลุ่มเดียวกันนี้) ด้วยวิธีการอ่านเอาความมีมากกว่าวิธีการใช้คำพูดสนทนา
[แก้] ลักษณะเฉพาะสิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ลักษณะเฉพาะของภาษาสเปนคือ การทำให้สระสั้นของละตินอย่างสระเอ (e) และสระโอ (o) เป็นสระประสมสองเสียง (diphthong) คือ สระเอีย (ie) และสระอวย (ue) ตามลำดับ เมื่อสระเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่ลงเสียงหนัก การกลายเสียงที่คล้ายกันนี้ยังสามารถพบได้ในภาษาโรมานซ์อื่น ๆ แต่ในภาษาสเปน ลักษณะเหล่านี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ดังตัวอย่าง:
ความประหลาดอีกอย่างหนึ่งของภาษาสเปนยุคแรก (เช่นใน ภาษาถิ่นกาสกองของอ็อกซิตัน) และเป็นไปได้ว่ามาจากภาษาบาสก์ซึ่งเป็นภาษาถิ่นเดิม คือการกลายจาก f- ที่อยู่ต้นคำ เป็น h- เมื่อ f- นี้ตามด้วยสระที่ไม่ประสมสองเสียง ดังตัวอย่าง
พยัญชนะควบกล้ำบางตัวของละตินยังทำให้เกิดผลแตกต่างกันอย่างเป็นเอกลักษณ์ในภาษาเหล่านี้ ได้แก่
[แก้] การกระจายตามเขตภูมิศาสตร์ประเทศที่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาทางการ ภูมิภาคที่มีการใช้ภาษาสเปนอย่างมากแต่ไม่ได้กำหนดให้เป็นภาษาทางการ รวมทั้งพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาหรืออารยธรรมสเปนอย่างเข้มข้น]] ภาษาสเปนเป็นหนึ่งในภาษาราชการขององค์การรัฐอเมริกา สหประชาชาติ สหภาพชาติอเมริกาใต้ และสหภาพยุโรป ผู้พูดภาษาสเปนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศสเปนและในซีกโลกตะวันตก โดยเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีผู้พูดภาษาสเปนมากที่สุดในโลก มีจำนวนผู้พูดภาษานี้เป็นภาษาแรกและเป็นภาษาที่สองถึงประมาณ 106 ล้านคน รองลงมาได้แก่โคลอมเบีย สเปน และอาร์เจนตินา [แก้] ทวีปอเมริกาในระดับชาติแล้ว ภาษาสเปนเป็นภาษาทางการของประเทศเอกราช 20 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา โบลิเวีย (ร่วมกับภาษาเกชัวและภาษาไอย์มารา) ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา คิวบา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ อิเควทอเรียลกินี (ร่วมกับภาษาฝรั่งเศสและภาษาโปรตุเกส) กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เม็กซิโก นิการากัว ปานามา ปารากวัย (ร่วมกับภาษากวารานี) เปรู (ร่วมกับภาษาเกชัวและภาษาไอย์มาราในบางพื้นที่) สเปน (ร่วมกับภาษาคาตาลัน ภาษากาลิเซีย และภาษาบาสก์ในบางพื้นที่) อุรุกวัย และเวเนซุเอลา เป็นภาษาทางการ (ร่วมกับภาษาอังกฤษ) ในเครือรัฐเปอร์โตริโก นอกจากนี้ ภาษาสเปนยังใช้อย่างเป็นทางการและได้รับการรับรองในระดับรัฐร่วมกับภาษาอังกฤษในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าทางรัฐจะไม่ได้ระบุ "ภาษาทางการ" ไว้ก็ตาม โดยผู้พูดภาษาสเปนในรัฐนี้จำนวนมีประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด [แก้] ประเทศที่ไม่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาหลักภาษาสเปนไม่มีสถานะเป็นภาษาทางการในเบลีซ อดีตอาณานิคมของสหราชอาณาจักร แต่ก็เป็นภาษาแม่ของประชากรในประเทศประมาณร้อยละ 40 และอีกร้อยละ 15 ใช้เป็นภาษาที่สอง[4][5] ซึ่งมักเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายจากชาวสเปนที่ยังหลงเหลืออยู่ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 อย่างไรก็ตาม ภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาทางการเพียงภาษาเดียวในประเทศนี้[6] ภาษาสเปนมีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ในบราซิล เนื่องจากความใกล้ชิดและการค้าที่ขยายตัวขึ้นระหว่างบราซิลกับประเทศเพื่อนบ้านที่พูดภาษาสเปน เช่น ในฐานะสมาชิกกลุ่มการค้าเมร์โกซูร์[7] ในปี ค.ศ. 2005 รัฐสภาบราซิลได้อนุมัติร่างกฎหมายซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดี ให้มีการสอนภาษาสเปนเป็นภาษาต่างประเทศในโรงเรียนมัธยมศึกษา [8] ตามเมืองและหมู่บ้านตามเขตแดนหลายแห่ง (โดยเฉพาะแถบพรมแดนอุรุกวัย-บราซิล) มีผู้ใช้ภาษาผสมซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อภาษาปอร์ตูญอล (Portuñol)[9] จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2005 ในสหรัฐอเมริกา มีประชากร 42.7 ล้านคนสืบเชื้อสายมาจากชาวสเปน ประมาณ 32 ล้านคนหรือร้อยละ 12 ของจำนวนประชากรทั้งหมดที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปจะใช้ภาษาสเปนเมื่ออยู่ที่บ้าน[10] ภาษาสเปนมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานในสหรัฐอเมริกา แต่เพิ่งได้รับการฟื้นฟูให้เป็นที่นิยมจากการอพยพขนานใหญ่ของชาวลาตินอเมริกา นอกจากนี้ ภาษาสเปนยังเป็นภาษาต่างประเทศที่ได้รับการสอนอย่างกว้างขวางที่สุดในสหรัฐอเมริกาด้วย[11] โดยรวมแล้ว สหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศที่มีพูดใช้ภาษาสเปนมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก[12] [แก้] ทวีปยุโรปภาษาสเปนเป็นภาษาทางการของสหภาพยุโรป ส่วนประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรปนอกเหนือจากสเปนแล้ว ก็ยังใช้สื่อสารกันในชุมชนหลายแห่งในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี และเป็นภาษาสำคัญในการติดต่อทางธุรกิจของประเทศเหล่านี้ด้วย[13][14] ในสว |