|
|
พิธีพระราชทานปริญญาบัตรพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ถือกำเนิดครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต ผู้สำเร็จการศึกษาจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 และถือสืบต่อปฏิบัติกันมาเป็นจนถึงรัชกาลปัจจุบัน [1] พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ต่อบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เอง ในปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุเสด็จแทนพระองค์ ไปในการพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยของรัฐทุกมหาวิทยาลัย เป็นประจำทุกปี
[แก้] การเสด็จแทนพระองค์การที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ หรือองคมนตรี เสด็จฯ แทนพระองค์นั้น ในพิธีขอให้สังเกตว่า
[แก้] พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพิธีพระราชทานปริญญาบัตรนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 โดยทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่เวชชบัณฑิต (แพทยศาสตรบัณฑิต) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทางมหาวิทยาลัยได้ส่งหนังสือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ 11 แห่ง เช่น กรมยุทธศึกษาทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารเรือ สภากาชาดสยาม วชิรพยาบาล มหามงกุฎราชวิทยาลัย ราชบัณฑิตยสภา และโรงเรียนกฎหมาย เป็นต้น โดยได้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงต่าง ๆ เข้าร่วมพระราชพิธีครั้งนี้ด้วย โดยในงานพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนั้น มหาอำมาตย์เอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์บัณฑิตชั้นโท หรือ มหาบัณฑิตในปัจจุบัน ทางวิทยาศาสตร์แก่พระยาภะรตราชา ผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้น และบัณฑิตชั้นเอก หรือ ดุษฎีบัณฑิตในปัจจุบัน แก่ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เอ จี เอลลิส คณบดีคณะแพทยศาสตร์ในขณะนั้น หลังจากนั้น พระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานปริญญาบัตรแก่เวชชบัณฑิตจำนวน 34 คน โดยสำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2471 จำนวน 18 คน ใน พ.ศ. 2472 จำนวน 16 คน และพระราชทานพระบรมราโชวาท แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ โดยหลังจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนั้นเสร็จสิ้นแล้ว สภามหาวิทยาลัยได้เสนอให้กระทรวงธรรมการกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตว่า "มหาวิทยาลัยขอพระบรมราชานุญาตสงวนธรรมเนียมนี้ไว้ คือ ถือว่าการพระราชทานปริญญาบัตรเป็นการหน้าที่นั่ง หากเสด็จไม่ได้ก็จะเป็นการถวายปฏิญญาต่อพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และรับพระราชทานปริญญาบัตรจากผู้แทนพระองค์" เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบแล้ว ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่มหาวิทยาลัยกราบบังคมทูลขอ ดังนั้น พิธีพระราชทานปริญญาบัตรจึงเป็นธรรมเนียมสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน [1] [แก้] พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลในระหว่างการเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 นั้น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของพระองค์ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489 [2] และได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นการพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งสุดท้ายของพระองค์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2489 โดยในการพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน เพราะในขณะนั้น มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์รับนักศึกษาแพทย์ได้เพียงปีละ 50 คนเท่านั้น โรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 จึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [3] [แก้] พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรแก่สถาบันอุมศึกษาของรัฐต่าง ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา โดยมีผู้คำนวณว่าพระราชภารกิจในการพระราชทานปริญญาบัตรนั้นเป็นพระราชภารกิจที่หนักไม่น้อย หนังสือพิมพ์ลงว่าหากเสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละราว 3 ชั่วโมง เท่ากับทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทานใบปริญญาบัตร 470,000 ครั้ง ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้ทรงลดการเสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรลง โดยให้พระราชทานปริญญาบัตรเฉพาะในระดับปริญญาโทขึ้นไปเท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับมีพระราชกระแสว่า "พระองค์เองเสียเวลายื่นปริญญาบัตรให้บัณฑิตคนละ 6-7 วินาทีนั้น แต่ผู้ได้รับนั้นมีความสุขเป็นปี ๆ เปรียบกันไม่ได้เลย" และพระองค์ทรงเห็นว่าการพระราชทานปริญญาสำหรับผู้สำเร็จในระดับปริญญาตรีนั้นสำคัญ เพราะบางคนอาจไม่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ดังนั้น จึงพระราชดำรัสว่า "จะพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตปริญญาตรีไปจนกว่าจะไม่มีแรง" [4] [แก้] ผู้แทนพระองค์ในปัจจุบัน พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรประจำปีของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ดังนี้
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต เอกบริหารการจัดการ ( มสธ. ) จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ดังนี้ พิธีพระราชปริญญาบัตรในสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยต่างๆได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกอบด้วย
รวมทั้งพระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตหลักสูตรต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันสมทบดังกล่าว ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และประกาศนียบัตรหลักสูตรกระทรวงสาธารณสุข ของวิทยาลัยพยาบาลทั้ง 27 แห่ง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรทั้ง 7 แห่ง และวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขกาญจนาภิเษก ที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข [แก้] สถานที่พระราชทานปริญญาบัตร
[แก้] ดูเพิ่ม[แก้] อ้างอิง
|