เครื่องมือ |
ตนกู อับดุล ราห์มัน
ตนกู อับดุล ราห์มาน (Tunku Abdul Rahman, 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 – 6 ธันวาคม พ.ศ. 2533) หรือ Tunku Abdul Rahman Putra Al-Haj ibni Almarhum Sultan Abdul Hamid Shah เป็นผู้นำการเรียกร้องเอกราช และนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย ได้รับยกย่องเป็นบิดาแห่งประเทศมาเลเซียหรือ Bapa of Malaysia
[แก้] ประวัติตนกู อับดุล ราห์มันเกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ที่ Istana Pelamin เมืองอลอร์สตาร์ รัฐเคดาห์ สหพันธ์มาเลเซีย ซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร เป็นบุตรของเจ้าพระยาไทรบุรี สุลต่านอับดุลฮามิด สุลต่านองค์ที่ 24 แห่งรัฐเคดาห์ กับหม่อมมารดาซึ่งเป็นบุตรีของหลวงบุรานุรักษ์ เจ้าเมืองนนทบุรีในสมัยรัชกาลที่ 5ชาวไทย นามว่า หม่อมเนื่อง หรือมะเจ๊ะเนื่อง หรืออีกชื่อว่า ชิค เมนยาราลา (Cik Menjalara) ชายาองค์ที่ 6 ของท่านสุลต่าน ส่วนท่านเป็นลูกชายคนที่ 14 จากบรรดาลูก 20 คนของสุลต่านอับดุลฮามิด อับดุลมีพี่น้อง พี่ชายคือ ร้อยเอกตนกู ยูซุฟ (รับราชการในกรมตำรวจ) เพื่อนสนิทของเจ้าคุณอนุสาสน์พณิชย์การ อับดุลได้สมรส 4 ครั้ง
ท่านอับดุล ราห์มันถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สิริอายุ 87 ปี ศพถูกฝังที่ the Langgar Royal Mausoleum ในเมืองอลอร์สตาร์ [แก้] ประวัติการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2452 (ค.ศ. 1909) ตนกู อับดุล ราห์มัน ได้เข้าศึกษาในชั้นประถมที่ จาลาน บาฮารูในอัลออร์ สตาร์ มาเลเซีย (Malay Primary School, Jalan Baharu, in Alor Star) ต่อด้วยเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนในปกครองของอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิทยาลัยสุลต่านอับดุลฮามิด (Sultan Abdul Hamid College, Alor Star) ท่านตนกู อับดุล ราห์มาน ท่านเป็นหนึ่งในลูกแม่รำเพยเป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ DSA ในปี พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913) ขณะที่มีอายุ เพียง10 ขวบ ถูกส่งตัวมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ร่วมกับพี่ชายของเขาอีก 3 คน ท่านเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ (Debsirin School) ในกรุงเทพฯ มีเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนสนิท คือ ถวิล คุปตารักษ์ หรือหลวงถวิลเศรษฐพาณิช เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ 2 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2456-2458 ต่อมาปี พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนปีนังฟรีสกูล(Penang Free School) ปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ท่านเป็นนักเรียนคนแรกที่ได้ทุนจากรัฐบาลของรัฐเคดาห์ (Kedah) ที่ไปศึกษาในสหราชอาณาจักร (the United Kingdom) ไปศึกษาต่อที่ St Catharine's College ในมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (the University of Cambridge) และได้รับปริญญาบัณฑิตสาขา ศิลปศาสตร์ (Bachelor of Arts degree) ในปี ค.ศ. 1925 หลังจากกลับมาจากอังกฤษทำงานอยู๋ช่วงเวลาหนึ่ง ได้เดินทางไปศึกษาวิชากฎหมายต่อ ที่ Inner Temple ที่ประเทศอังกฤษ แต่ต้องหยุดเรียน ในปี 1938 สาเหตุเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ทำให้เขาต้องหยุดเรียนและกลับมาที่มาเลเซีย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในปี 1947 จึงกลับไปศึกษาที่ Inner Temple อีก และจบการศึกษาในปี 1949 [แก้] ประวัติการทำงานหลังจบการศึกษาอับดุลราห์มานเข้ารับราชการในเคดาห์ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองที่เขต Kulimและ Sungai Petani ในอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ได้รับเลือกให้เป็นประธานของสมาคมมาเลย์ของสหราชอาณาจักร (the Malay Society of Great Britain) ปี 1949 ในช่วงแรกของอาชีพนักการเมือง (Early political career) เขาได้เข้ารับงานราชการเป็นที่แรกที่สำนักงานกฎหมายของเมืองอรอย สตาร์ (Alor Star) ต่อมา เมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการก็มีคำสั่งให้ย้ายไปประจำที่ กัวลาลัมเปอร์ และหลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานศาล ในช่วงเวลานั้นได้มีกลุ่มลัทธิชาตินิยมในมาเลย์ ในการต่อต้านสหภาพมาลายานของอังกฤษ (Britain's Malayan Union) นำโดย ดาตั๊ก อันจาฟาร์ (Datuk Onn Jaafar) นักการเมืองของมาเลเซียที่เป็นผู้นำขององค์การประชาชาติมาเลเซียหรือพรรคแนวร่วมแห่ง สหพันธ์มลายา(UMNO ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในมาเลเซีย) และท่านตนกู อับดุล ราห์มาน ได้สมัครเข้าร่วมกับพรรค UMNO ท่านเป็นนักการเมืองเชื้อสายชาวมาเลย์ที่ได้รับความนิยมและยอมรับจนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสาขาของพรรค UMNO ในรัฐเคดาห์ เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1951 เกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้นได้รับเลือกให้เป็นประธานพรรคแนวร่วมแห่งสหพันธ์มลายา(UMNO) คนใหม่และดำรงตำแหน่งเป็นเวลานานถึง 20 ปี และ จนในปีค.ศ.1954 เป็นตัวแทนคณะผู้แทนเจรจาขอเอกราชมาเลยเซียคืนจากสหราชอาณาจักร ปี ค.ศ.1955 มีการเลือกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก พรรคชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากแบบถล่มทลายในสภา ท่านได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย นับเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 จนถึง 22 กันยายน ค.ศ.1970 และหลังชัยชนะจากการเลือกตั้งท่านยังรณรงค์ต่อสู่เรียกร้องเอกราชคืนจากสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 เป็นวันที่สหพันธ์มาเลเซียได้รับอิสรภาพคืนจากอังกฤษ ท่านได้นำฝูงชน ไปตะโกนร้องว่า "Merdeka!" หมายถึง อิสรภาพ ต่อมาในปี ค.ศ. 1963 รวมรัฐซาบาห์และซาราวัก รวมทั้งสิงคโปร์เข้าด้วยกัน จึงเป็นประเทศมาเลเซียอย่างสมบูรณ์แบบ ปี ค.ศ. 1961 ได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมอาเซียน (ASA_the Association of Southeast Asia) ที่ภายหลังในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ.1967 เปลี่ยนมาเป็น ASEAN (the Association of Southeast Asian Nations) ในด้านศาสนาอิสลาม ท่านเป็นผู้ริเริ่มงานให้กับอิสลามในรัฐเคดาห์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1951 จนพัฒนาความคิดต่อยอด จัดตั้ง the Isamic Welfare Organisation (PERKIM) ในปี ค.ศ.1960 จนได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน PERKIM จนถึงปี ค.ศ. 1989 รวมทั้งใน ค.ศ.1969 มีส่วนช่วยในการจัดตั้ง the Organisation of Islamic Conference (OIC) และจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลามขึ้น ( the Islamic Development Bank) และได้รับการแต่งแต่งเป็นผู้นำเป็นประธานของ the Regional Islamic Da’wah council of South East Asia and Pacific (RISEAP) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1982-1988 ในด้านการกีฬาท่านส่งเสริมสนับสนุนให้มาเลเซีย จัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลเฉลิมฉลองเอกราชมาเลเซียหรือฟุตบอลเมเดก้า (an International football tournament ,the Pestabola Merdeka) ขึ้นในปี ค.ศ. 1957 หลังจากที่ได้เอกราชคืนจากอังกฤษ ท่านได้รับเลือกเป็นประธานคนแรกของสมาคมฟุตบอลอาเซียน (the Asian Football Confederation –AFC ) ดำรงตำแหน่งจนถึงปี ค.ศ.1976 ในด้านกีฬาแข่งม้า เป็นที่ชื่นชอบโปรดปรานชมและเล่นพนันเสี่ยงโชคเป็นประจำที่ the Selangor Turf Club ในด้านสื่อสารมวลชน ท่านได้เข้าเป็นประธานของหนังสือพิมพ์ในปีนังที่ชื่อว่าThe Star เขียนคอลัมภ์ “Looking Back”และ “As I see It” [แก้] อ้างอิง
|
||||||||||||||||||||||||||||