กฎหมาย

บทความนี้มีการอ้างถึงคำพิพากษาของศาลไทย
พึงทราบว่า ประเทศไทยใช้ระบบประมวลกฎหมาย มิใช่ระบบกฎหมายจารีตประเพณีเช่นสหราชอาณาจักร
คำพิพากษาของศาลไทยจึงมิใช่กฎหมายและที่มาของกฎหมาย
หากเป็นการนำกฎหมายมาปรับใช้แก่กรณีเท่านั้น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย ในภาพคือฉบับ พ.ศ. 2492 ที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงลงพระนามและลงนาม จัดแสดง ณ นิทรรศการ "รัฐธรรมนูญใหม่ของคนไทย" ที่รัฐสภา วันที่ 24 สิงหาคม 2551
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย ในภาพคือฉบับ พ.ศ. 2492 ที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงลงพระนามและลงนาม จัดแสดง ณ นิทรรศการ "รัฐธรรมนูญใหม่ของคนไทย" ที่รัฐสภา วันที่ 24 สิงหาคม 2551

กฎหมาย (อังกฤษ: law หรือ legislation) คือ กฎอันมีที่มาจากการตราขึ้นโดยสถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ หรือจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ ใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือกำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ [1]

เนื้อหา

[แก้] ภูมิหลังของกฎหมาย

[แก้] ความจำเป็นในการมีกฎหมาย

กฎหมายเป็นเครื่องควบคุมประพฤติการณ์ในสังคม พัฒนาขึ้นมาจากศีลธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศาสนา และกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ตามลำดับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธำรงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสมาชิกในสังคม กับทั้งเพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นเป็นไปโดยราบรื่น สนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ดังภาษิตละตินที่ว่า "ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั้นมีสังคม ที่ใดมีสังคม ที่นั้นมีกฎหมาย ด้วยเหตุนั้น ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั้นจึงมีกฎหมาย" (ละติน: Ubi homo, ibi societas. Ubi societas, ibi ius. Ergo ubi homo, ibi ius) ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงได้ชื่อว่าเป็น "ปทัสถานทางสังคม" (อังกฤษ: social norms) ซึ่งบางทีก็เรียก "บรรทัดฐานของสังคม"

[แก้] ปทัสถานทางสังคม

เป็นที่ยอมรับกันในทางสังคมวิทยาว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงไม่สามารถอยู่เองอย่างโดดเดี่ยวได้ และเมื่อสังคมเกิดขึ้น การติดต่อสมาคมเพื่อสนองความต้องการซึ่งกันและกันก็มีขึ้น ดังนั้น แต่ละสังคมจึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อควบคุมความประพฤติของสมาชิกให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน และ/หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของส่วนรวม กฎเกณฑ์เช่นนี้เรียก "ปทัสถานทางสังคม" (อังกฤษ: social norms)[2]

คำ "ปทัสถานทางสังคม" นี้ บางทีก็ว่า "บรรทัดฐานทางสังคม" หรือ "ปทัฏฐานทางสังคม" ซึ่งคำ "ปทัสถาน" "ปทัฏฐาน" และ "บรรทัดฐาน" สามคำนี้ ล้วนแต่เป็นคำ ๆ เดียวกันและมีความหมายอย่างเดียวกันทั้งสิ้น ชั่วแต่ว่า "ปทัสถาน" เป็นคำสันสกฤต "ปทัฏฐาน" เป็นคำบาลี ส่วน "บรรทัดฐาน" นั้นแผลงมาจาก "ปทัฏฐาน" อีกทีหนึ่ง หาใช่มาจากคำ "บรรทัด" + "ฐาน" ไม่[1]

ความสำคัญของปทัสถานของสังคมนั้น นอกจากเป็นเครื่องควบคุมสังคมและธำรงความสงบเรียบร้อยของสังคมแล้ว ยังเป็นแบบแผนพฤติกรรมอันเป็นที่คาดหวังของสังคม เป็นมาตรฐานที่สมาชิกทั้งปวงได้รับการประสงค์ให้ปฏิบัติตาม จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ตัวอย่างเช่น ในสังคมไทย เมื่อนักเรียนมาถึงโรงเรียนและพบครูเวรยืนอยู่ก็จะแสดงความเคารพครูโดยไม่ต้องใช้เวลานึกคิดเลยว่าควรทำประการใดในกรณีเช่นนั้น

ปทัสทานทางสังคมจึงเกิดจากการที่คนในสังคมปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติตามคตินิยมของตน จนกลายเป็นระเบียบ แบบแผน หรือประเพณีนิยม นอกจากนั้นยังมีที่มาจากค่านิยมของสังคมนั้น ๆ ด้วย เช่น สังคมไทยมีค่านิยมยกย่องนับถือผู้ใหญ่ จึงเกิดปทัสถานทางสังคมในการนับถือผู้ใหญ่[3] [4]

โดยทั่วไปแล้ว นักสังคมวิทยาแบ่งปทัสถานทางสังคมเป็นสามประเภทใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้[5]

[แก้] วิถีประชา

วิถีประชา หรือวิถีชาวบ้าน (อังกฤษ: folkways) เป็นปทัสถานทางสังคมที่คนยอมรับนับถือจนเกิดความเคยชิน ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหน้าที่ และไม่มีกฎหมายข้อบังคับใด ๆ สั่งให้ปฏิบัติ กับทั้งยังเป็นพฤติกรรมที่คนคาดหวังกันว่าคนอื่นจะทำหรือไม่ทำอะไรในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การพูดคำ "สวัสดี" การยกมือไหว้ การสวมชุดดำในงานศพ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานทางพฤติกรรม ไม่มีการบังคับควบคุมอย่างเข้มงวด เมื่อมีการละเมิดผู้ละเมิดก็เพียงได้รับคำติฉินนินทา ทั้งนี้ วิถีประชาสามารถจำแนกได้ดังนี้[6]

1. สมัยนิยม (อังกฤษ: fashion) เป็นปทัสถานทางสังคมที่แสดงออกถึงความนิยมของกลุ่มคนซึ่งแพร่หลายไปรวดเร็วในช่วงเวลาหนึ่ง และก็เสื่อมไปรวดเร็วเช่นกัน ในช่วงแพร่ระบาดนั้น คนในสังคมทั่วไปมีความรู้สึกว่าตนถูกบังคับให้ปฏิบัติตาม มิเช่นนั้นก็ถูกว่า "เชย" เป็นต้น เช่น เรื่องแบบทรงผม แบบเครื่องแต่งกาย

2. ความนิยมชั่วครู่ (อังกฤษ: fad) เป็นแบบพฤติกรรมเพียงผิวเผินและไม่จริงจัง เปลี่ยนแปลงง่าย รวดเร็ว มาเร็วไปเร็ว เช่น สมัยหนึ่งคนไทยเคยสนทนากันด้วยสำนวน "อย่าให้เซด"

3. ความคลั่งไคล้ (อังกฤษ: craze) เป็นเรื่องราวของความไม่มีเหตุผล เมื่อครอบงำผู้ใดแล้วผู้นั้นก็มักประพฤติปฏิบัติในในทำนองโง่เขลาเบาปัญญา หมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ตนคลั่งไคล้เป็นต้น เช่น การคลั่งไคล้ดารานักร้อง

4. งานพิธี (อังกฤษ: ceremonies) เป็นการแสดงออกซึ่งเกียรติยศ ความมีหน้ามีตา ยังผลให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน สนับสนุนความสมานฉันท์ภายในกลุ่ม แต่ใครจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ เช่น งานฉลองวันครบรอบวันเกิด งานฉลองวันครบรอบวันสมรส เป็นต้น

5. พิธีการ (อังกฤษ: rites) เป็นแบบแผนพฤติกรรมที่มีลำดับขั้นตอนแน่นอน และต้องทำซ้ำ ๆ เช่น วันพระ วันสงกรานต์ วันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ วันมาฆบูชา

6. พิธีกรรม (อังกฤษ: rituals) เป็นแบบแผนพฤติกรรมตามความเชื่อที่มักไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนทั้งหมด เช่น พิธีรับน้องใหม่

7. มรรยาททางสังคม หรือมารยาททางสังคม (อังกฤษ: etiquette) เป็นการปฏิบัติตนให้เหมาะสมแก่กาลเทศะในการสมาคม เช่น มรรยาทในการรับประทานอาหาร การโดยสารรถประจำทางควรลุกให้เด็ก คนชรา และสตรีมีครรภ์นั่ง เป็นต้น

[แก้] จารีตประเพณี

จารีตประเพณี หรือกฎศีลธรรม หรือศีลธรรมเฉย ๆ ก็เรียก (อังกฤษ: mores) เป็นปทัสถานที่กำหนดให้คนในสังคมประพฤติปฏิบัติอย่างเข้มงวด มีการควบคุมที่รุนแรงเพื่อป้องกันการฝ่าฝืน โดยคนในสังคมนั้นถือว่าแบบแผนการปฏิบัติดังกล่าวเป็นสิ่งดีสิ่งงาม ผู้ละเมิดเป็นคนผิดคนชั่ว เป็นต้น จารีตประเพณีจึงมีลักษณะเป็นข้อห้าม (อังกฤษ: taboo) เช่น การห้ามรสกันระหว่างญาติสืบสาโลหิต และข้อให้ปฏิบัติ เช่น ต้องช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น อันใดจะเป็นจารีตประเพณีได้ ต้องเป็นแนวประพฤติปฏิบัติที่ดำเนินสืบ ๆ ต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยผู้ปฏิบัตินั้นรู้สึกร่วมกันว่าจะต้องปฏิบัติตาม เป็นกฎเกณฑ์ควบคุมความประพฤติเช่นเดียวกับกฎหมาย[7]

จารีตประเพณีต่างจากวิถีประชาตรงที่ จารีตประเพณีเป็นพฤติกรรมอันเชื่อว่าจะมีผลต่อสวัสดิภาพโดยรวมของคนหมู่มาก และเป็นสิ่งที่มีขึ้นเพื่อคนหมู่มาก มีความมั่นคงและมีการควบคุมที่เข้มงวดกว่าวิถีประชาอยู่มาก

จารีตประเพณีนั้นวิวัฒนามาจากศีลธรรม (อังกฤษ: moralty) ซึ่งเกิดแต่ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์แต่ละคนว่าการกระทำอย่างไรชอบ อย่างไรไม่ชอบ เกิดจากมโนสำนึกและมโนธรรมของแต่ละคน[8] มีขึ้นได้เพราะแต่ละคนมีสติปัญญาจะหยั่งรู้ว่าเมื่อตนกระทำอย่างไรไปแล้ว อีกฝ่ายจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร และจะมีปฏิกิริยาอย่างไร[9]

ศีลธรรมนั้นมีอยู่ในทุกสังคมมาแต่โบราณกาล และเป็นกฎเกณฑ์ควบคุมความประพฤติอย่างเดียวกับกฎหมายเช่นกัน แต่ก็มีความแตกต่างกับกฎหมายในหลาย ๆ ด้าน เช่น ศีลธรรมมีวัตถุประสงค์มุ่งเอาความสมบูรณ์ของจิตใจ เน้นมโนสำนึกเป็นหลัก ส่วนกฎหมายนั้นเน้นรักษาความสงบของส่วนรวมเป็นหลัก ซึ่งบางทีก็ไม่เกี่ยวกับมโนสำนึก เช่น การคิดปองร้ายผู้อื่นอยู่ในใจ กฎหมายไม่ถือว่าผิด แต่ทางศีลธรรมว่าเป็นผิดเป็นชั่ว อย่างไรก็ดี ศีลธรรมกับกฎหมายนั้นก็มีความสัมพันธ์กันในฐานะที่เป็นวิวัฒนาการแห่งกัน เป็นต้นว่า มีกฎหมายหลายบทหลายมาตราที่กำหนดว่าการกระทำที่ขัดต่อ "ศีลธรรมอันดีของประชาชน" (อังกฤษ: good moral of the public) เป็นสิ่งที่กฎหมายไม่รับรู้ แต่กรณีนี้ต้องเป็นศีลธรรมที่คนหมู่ยืดถือร่วมกัน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง และต้องเป็นศีลธรรมอันดีด้วย[10]

อันศีลธรรมนั้น หากเป็นของที่คนหมู่ซึ่งประกอบอาชีพลักษณะเดียวกันถือร่วมกัน ศีลธรรมของวิชาชีพนั้นจะเรียก "จริยธรรม" (อังกฤษ: ethnics) เช่น จริยธรรมของแพทย์ จริยธรรมของนักกฎหมาย

เมื่อศีลธรรมนั้นได้รับการประพฤติปฏิบัตินานเข้า ๆ และเกิดความรู้สึกร่วมกันว่าจะต้องปฏิบัติเช่นนั้น ก็กลายเป็นกฎเกณฑ์ควบคุมความประพฤติที่เรียกว่า "จารีตประเพณี" ดังกล่าวมาแล้ว จารีตประเพณีนี้มีสภาพบังคับสำหรับกรณีที่มีการฝ่าฝืน คือ สมาชิกในสังคมนั้นจะร่วมกันประณามหรือเกิดความรู้สึกเป็นผิดเป็นชั่วสำหรับผู้ฝ่าฝืนจารีตประเพณี ซึ่งสภาพบังคับเช่นนี้บางทีก็ไม่ชัดเจน กระนั้น จารีตประเพณีเป็นเรื่องอันครอบคลุมทุกมิติของสังคมมากกว่ากฎหมาย กฎหมายจึงใช้จารีตประเพณีอุดช่องว่างของกฎหมาย เช่น ที่กำหนดในประมวลกฎหมาแพ่งและพาณิชย์ของไทยว่า ในกรณีที่กฎหมายไม่ครอบคลุม ก็ให้เอาจารีตประเพณีมาใช้[11]

[แก้] กฎหมาย

กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่กำหนดให้คนในสังคมปฏิบัติตาม ส่วนใหญ่ปรากฏในสังคมที่มีระบบความสัมพันธ์สลับซับซ้อนมาก และมีองค์กรหรือสถาบันคอยกำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติตามอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

นักสังคมวิทยาจำแนกความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับจารีตประเพณีไว้ดังต่อไปนี้[12]

1. กฎหมายกำหนดระดับต่าง ๆ ของการกระทำความผิด และกำหนดบทลงโทษสำหรับความผิดนั้นตามระดับด้วย ผิดน้อยก็โทษน้อย ผิดมากก็โทษมาก แต่จารีตประเพณีเป็นเรื่องของความรู้สึกว่ารับได้หรือไม่ได้ของสังคมมากกว่า

2. การลงโทษผู้กระทำตามกฎหมายมีองค์กรคอยเป็นธุระจัดการอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่สำหรับจารีตประเพณีแล้ว ไม่มีองค์กรรับผิดชอบเช่นว่าโดยเฉพาะและมักเป็นการลงโทษของสังคมเอง เช่น การประณาม การเลิกคบค้าสมาคมด้วย ฯลฯ

3. จารีตประเพณีมีความเป็นยาวนานและเปลี่ยนแปลงยาก ในขณะที่กฎหมายแม้อาจมีความเป็นมายาวนานแต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ทันที

4. จารีตบางอย่างถูกละเลยโดยคนในสังคม กฎหมายจึงมีประโยชน์กว่าเพราะมีอำนาจบังคับใช้แก่ทุกคนเป็นการทั่วไปอย่างไม่มีการยกเว้น

5. จารีตประเพณีบางทีก็ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาได้ ขณะที่กฎหมายมีความแน่นอนกว่า

[แก้] วิวัฒนาการของกฎหมาย

[แก้] วิวัฒนาการกฎหมายไทย

พระราชกำหนดบทพระอัยการของไทย
พระราชกำหนดบทพระอัยการของไทย

ตามคำไทยแต่เดิม "กฎหมาย" หมายแต่เพียงว่าเป็นคำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินที่โปรดให้กดไว้หมายไว้เพื่อใช้บังคับเป็นการคงทนถาวร จะเห็นได้ในพงศาวดารเหนือ (ฉบับของพระวิเชียรปรีชา) ตอนที่พระยาพสุจราชแห่งราชวงศ์พระร่วงได้จัดการแต่งบ้านแต่งเมืองออกรับกองทัพพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก มีความว่า "แล้วให้กำหนดกฎหมายไว้ทุกหน้าด่าน แล้วให้กำหนดกฎหมายไปถึงเมืองกัมโพชนคร ให้กำหนดกฎหมายสืบ ๆ กันไปถึงเมืองคีรี เมืองสวางคบุรี เมือง... ฯลฯ"[13] ในภาษาไทยแต่เดิม กฎหมายจึงหมายถึงคำสั่งที่ได้กดไว้หมายไว้ให้เป็นที่แน่นอนเท่านั้น ทั้งนี้ คำว่า "กฎหมาย" เป็นคำกริยา ซึ่งประกอบขึ้นจากกริยา "กฎ" มีความหมายว่า "จดบันทึก, จดไว้เป็นหลักฐาน, ตรา" อันเป็นคำที่มาจากภาษาเขมรว่า "กต่" มีความหมายว่า "จด" + นาม "หมาย" ซึ่งแปลว่า "หนังสือ"[1]

แต่โบราณกาล เพื่อให้คำสั่งอันเป็นกฎหมายเป็นของขลังและเป็นที่เคารพเชื่อฟัง จึงมักมีการอ้างเอาความศักดิ์สิทธิ์แห่งสรวงสวรรค์ว่าเป็นที่มาของกฎหมายหรือเป็นที่มาของอำนาจที่ใช้ออกกฎหมาย เช่น ของอังกฤษ ในตอนต้นของกฎหมายมักเขียนว่า "อาศัยพระราชอำนาจอันทรงได้รับประทานจากเทพยุดาฟ้าดิน สมเด็จพระราชินีนาถจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราขึ้นไว้ดังต่อไปนี้" (อังกฤษ: The Queen, by the Grace of God, enacts as follows:)

ถึงแม้ว่าชั้นเดิม กษัตริย์จะชื่อว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์คือมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน แต่การจะสั่งให้เป็นกฎหมายนั้นก็ต้องอาศัยอ้างเหตุอ้างผลเพื่อให้คนทั้งหลายเห็นว่าเป็นคำสั่งที่เป็นธรรม เหตุผลที่ยกขึ้นส่วนมากคือจารีตประเพณี เช่น กฎหมายไทยที่ว่า "อันว่าสาขคดีทั้งหลายดั่งพรรณนามานี้ อันบูราณราชกษัตริย์มีบุญญาภินิหารสมภารบารมีเป็นอธิบดีประชากร ผจญข้าศึกเสร็จแล้ว แลเป็นอิสรภาพในบวรเศวตรฉัตร ประกอบด้วยศีลสัจวัตรปฏิบัติเป็นอันดี...ทรงพระอุตสาหะพิจารณาคำนึงตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ แล้วมีพระราชบัญญัติดัดแปลงตกแต่งตั้งเป็นพระราชกำหนดบทพระอัยการไว้โดยมาตราเป็นอันมาก...มาตราบเท้าทุกวันนี้"[13]

สำหรับประเทศไทยนั้นเดิมทีมีกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งเรียกเป็นการทั่วไปว่า "พระอัยการ" เป็นกฎหมายแม่บทเสมอรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน พระอัยการนี้ต่อมารู้จักกันในชื่อ "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งเป็นกฎหมายที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้ชำระขึ้นใหม่เพราะของเก่าล้วนสูญหายไปเมื่อตอนกรุงศรีอยุธยาแตกก็มี วิปริตผิดเพี้ยนไปก็มี เป็นต้น แต่พระอัยการนั้นพึงเข้าใจว่าเป็นกฎหมายก่อนกฎหมายตราสามดวง แต่มีวิวัฒนาการไปเป็นกฎหมายตราสามดวง

พระอัยการดังกล่าวมีที่มาจากคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ของอินเดีย เนื่องจากเชื่อกันมาพระอัยการนี้เป็นของที่เทวดาบัญญัติขึ้น และจารึกไว้ที่กำแพงจักรวาลตรงสุดป่าหิมพานต์ มนุษย์เราเพียงแต่ไปพบมา จึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก หรือเพิ่มเติมอย่างไรไม่ได้ทั้งสิ้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายเกี่ยวกับระบบกฎหมายเก่าของไทยว่า[14]

แต่บทพระอัยการนี้เป็นของเก่า เขียนมาแต่โบราณ บางทีก็มีบทซับซ้อนกัน บางทีก็เขียนด้วยภาษาเก่าจนไม่สามารถจะเข้าใจได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในบทพระอัยการเช่นนี้ก็เป็นหน้าที่ของขุนศาลตระลาการจะต้องนำบทพระอัยการที่เป็นปัญหานั้นขึ้นถวายให้ทอดพระเนตร และกราบบังคมทูลขอพระราชวินิจฉัยว่าเป็นอย่างไรกันแน่ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจึงทรงพระราชวินิจฉัย...พระราชวินิจฉัยนั้นก็ถือว่าเป็นกฎหมายเอาไว้ใช้เป็นหลักได้ต่อไป เรียกว่าพระราชบัญญัติ ส่วนพระราชกฤษฎีกานั้นมีบทลงโทษเช่นเดียวกับกฎหมาย แต่ถ้าจะว่าไปแล้วเป็นระเบียบภายในพระราชฐานหรือเท่าที่เกี่ยวกับพระองค์สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น มิได้ใช้บังคับในบ้านเมืองทั่วไปเหมือนกับกฎหมาย อีกอย่างหนึ่งคือพระราชกำหนด พระราชกำหนดนั้นแต่ก่อนมิได้เป็นกฎหมาย แต่เป็นคำสั่งหรือข้อบังคับซึ่งใช้กับข้าราชการที่รับราชการอยู่เท่านั้น จะได้ใช้บังคับแก่ราษฎรโดยทั่วไปก็หาไม่

ปรากฏในเสภาขุนช้างขุนแผนว่าพระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับเรื่องส่วนพระองค์เท่านั้น ในตอนที่ขุนช้างจะเข้าไปถวายฎีกาฟ้องร้องพลายงามต่อสมเด็จพระพันวษา บังเอิญว่าทรงเสด็จประพาสทางเรือ ขุนช้างจึงไปรอถวายฎีกาอยู่ริมน้ำ พบเรือพระที่นั่งกลับมาพอดีก็โจนลงน้ำลอยคอชูหนังสือฎีกาเข้าไปถวาย ณ เรือพระที่นั่ง ทำเอาบรรดาฝีพายและผู้อยู่บนเรือตกในไปตาม ๆ กัน แต่การถวายฎีกานั้นมีธรรมเนียมว่าราษฎรมีสิทธิถวายที่ไหนก็ได้ และพระมหากษัตริย์ก็จะต้องทรงหยุดรับเสมอไป สมเด็จพระพันวษาจึงโปรดให้รับฎีกาของขุนช้างไว้ และทรงให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นใหม่ให้ชาวพนักงานคอยอารักขาพระองค์ให้จงดี อย่าให้ผู้ใดผลุบเข้ามาได้โดยง่ายเช่นครานี้ มิเช่นนั้นต้องระวางโทษถึงประหารชีวิต ดังเสภาว่า[14]

วันนั้นพอพระปิ่นนรินทร์ราช      เสด็จประพาสบัวยังหากลับไม่
ขุนช้างมาถึงซึ่งวังใน      ก็คอยจ้องที่ใต้ตำหนักน้ำ ฯ
จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงเดช      เสด็จคืนนิเวศน์พอจวบค่ำ
ฝีพายรายเล่มมาเต็มลำ      เรือประจำแหนแห่เซ็งแซ่มา
พอเรือพระที่นั่งประทับที่      ขุนช้างก็รี่ลงตีนท่า
ลอยคอชูหนังสือดื้อเข้ามา      ผุดโผล่ดงหน้ายึดแคมเรือ
เข้าตรงโทนอ้นต้นกัญญา      เพื่อนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสื้อ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ      ร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา
ขุนช้างดึงดื้อมือยึดเรือ      มิใช่กระหม่อมฉานล้านเกศา
สู้ตายขอถวายซึ่งฎีกา      ขุนช้างก็รี่ลงตีนท่า ฯ
ครานั้นสมเด็จพระพันวษา      ทรงพระโกรธาโกลาหล
ทุดอ้ายชั่วมิใช่คน      บนบกบนฝั่งดังไม่มี
ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา      หรืออ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่
เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที      ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป
มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา      ตำรวจคว้าขุนช้างหาวางไม่
ลงพระราชอาญาตามว่าไว้      พระจึงให้ตั้งกฤษฎีกา
ว่าตั้งแต่วันนี้สืบต่อไป      หน้าที่ของผู้ใดให้รักษา
ถ้าประมาทราชการไม่นำพา      ปล่อยให้ใครเข้ามาในล้อมวง
ระวางโทษเบ็ดเสร็จเจ็ดสถาน      ถึงประหารชีวิตเป็นผุยผง
ตามกฤษฎีการักษาพระองค์      แล้วลงจากพระที่นั่งเข้าวังใน ฯ

ระเบียบกฎหมายไทยเป็นดังนี้มาจนถึงช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยก็ได้ยึดแนวทางตรากฎหมายอย่างอังกฤษ กระนั้น คำเรียกกฎหมายก็เฝืออยู่ เช่น บางฉบับตราเป็นพระราชกำหนดแต่ให้ชื่อว่าพระราชบัญญัติก็มี ราชบัณฑิตยสถานสันนิษฐานว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะพระราชกำหนดและพระราชบัญญัติสมัยนั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน[13] ครั้นต่อมาเมื่อมีรัฐธรรมนูญสำหรับปกครองแผ่นดินขึ้นแล้ว ก็มีการแบ่งแยกอำนาจเป็นฝ่าย ๆ ไป อำนาจในการออกกฎหมายจึงตกแก่ฝ่ายนิติบัญญัติ และกฎหมายก็เป็นระบบระเบียบดังกาลปัจจุบัน

[แก้] วิวัฒนาการของกฎหมายสากล

ในการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม กฎเกณฑ์นี้เรียกว่า "กฎหมาย" ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามวิวัฒนาการของแต่ละสังคม การพิจารณาถึงวิวัฒนาการของกฎหมายจึงจำต้องกระทำควบคู่ไปกับการพิจารณาถึงวิวัฒนาการของสังคม

ศาสตราจารย์ปรีดี เกษมทรัพย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สร้างทฤษฎีกฎหมายสามชั้น หรือกฎหมายสามยุค (อังกฤษ: Three-layered Law Thoery) ขึ้นเพื่ออธิบายวิวัฒนาการของกฎหมาย กฎหมายสามชั้นก็คือชั้นของการกำเนิดขึ้นของกฎหมายตามลำดับ ซึ่งได้แก่[15] [16]

[แก้] ยุคกฎหมายจารีตประเพณี

1. ยุคกฎหมายจารีตประเพณี หรือยุคกฎหมายชาวบ้าน (อังกฤษ: folk law) : ในบุรพกาลอันมนุษย์เริ่มมาสโมสรกันเป็นสังคมนั้น ได้เกิดกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมประพฤติการณ์ของสมาชิกในสังคมนั้นโดยปรากฏตัวอยู่ในรูป "จารีตประเพณี" (อังกฤษ: customary practice)

จารีตประเพณี คือ ประเพณีที่นิยมและประพฤติกันสืบมา ถ้าฝ่าฝืนถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว[1] บางทีก็เรียกว่า "กฎหมายที่ดีของบรรพบุรุษ" (อังกฤษ: The Good Old Law)[17] มีที่มาจากสามัญสำนึกและความสามารถในการจำแนกดีจำแนกชั่วของมนุษย์ จารีตประเพณีเช่นว่านี้เป็นสิ่งที่ใช้ความรู้สึกหรือเหตุผลธรรมดาสามัญสัมผัสก็เข้าใจเข้าถึงได้ เช่น บิดามารดามีหน้าอภิบาลบุตร บุตรมีหน้าที่อภิบาลบิดามารดาเมื่อยามท่านแก่เฒ่า การลักขโมยของผู้อื่นเป็นการกระทำที่มิชอบ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปคือ จารีตประเพณีนั้นมีองค์ประกอบอยู่สองประการ ดังนี้ 1) มีการกระทำทางกายภาพ กล่าวคือ มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นระยะยาวนานพอสมควร และ 2) มีองค์ประกอบทางจิตใจ กล่าวคือ สมาชิกในสังคมนั้นเห็นพ้องกันว่าเป็นเสมือนกฎหมาย จำเป็นต้องปฏิบัติตาม[18]

[แก้] ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย

2. ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย (อังกฤษ: jurist law) : ในยุคต่อ ๆ มา สังคมมีความเจริญขึ้น ขยายใหญ่ขึ้น และมีความซับซ้อนขึ้นตามลำดับ เมื่อผู้ใดมาละเมิดกฎหมายที่ปรากฏตัวอยู่ในรูปจารีตประเพณีดังกล่าวนั้น สมาชิกคนอื่น ๆ ของสังคมย่อมมองว่าเป็นผิดเป็นชั่ว ต้องพิจารณาโทษสำหรับผู้ละเมิดนั้นเพื่อมิให้เกิดการกระทำเช่นนั้นอีก ความรู้สึกร่วมเช่นนี้ค่อย ๆ พัฒนาเป็น "กระบวนการยุติธรรม" ขึ้น

กระบวนการยุติธรรมนั้นประกอบด้วยขั้นตอนสองขั้นตอน คือ 1) กระบวนพิจารณา (อังกฤษ: proceedings) เป็นขั้นพิจารณาและตัดสินชึ้ขาดว่าใครผิดใครถูก และ 2) การบังคับคดี (อังกฤษ: execution) เป็นขั้นดำเนินการตามคำตัดสินชี้ขาดนั้น เช่น การลงโทษคนผิด การชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นต้น เมื่อกระบวนการยุติธรรมนี้เกิดขึ้นเป็นประจำสม่ำเสมอก็กลายเป็นการสถาปนา "อำนาจตุลาการ"

อำนาจตุลาการนั้น เมื่อมีการใช้บ่อยขึ้น ๆ ก็เป็นการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อมาใช้แก่กรณีที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนขึ้นตามกาลสมัยและอันซึ่งจารีตประเพณีอย่างเดิมไม่อาจใช้ได้ กฎเกณฑ์ใหม่เช่นว่านี้เป็นการเสริมเติมจารีตประเพณีเดิมให้มีรายละเอียดเหมาะสมแก่กาลเวลาและกรณี เรียกว่า "กฎหมายนักกฎหมาย" ดูตัวอย่างกรณีทั้งสามต่อไปนี้

กรณีที่หนึ่ง - นาย ก ล่าสัตว์ได้ตัวหนึ่ง นาย ข เข้ามาแย่ง หากให้ตัดสินทุกคนก็ย่อมตอบได้ว่า นาย ข เป็นฝ่ายผิด โดยไม่จำเป็นต้องไปร่ำเรียนกฎหมายที่ได้ก็รู้ได้ตัดสินได้เช่นนั้นโดยใช้สามัญสำนึก การใช้เหตุผลเช่นนี้เรียก "การใช้เหตุผลแบบธรรมดาสามัญ" (อังกฤษ: simple natural reasoning)

กรณีที่สอง - นาย ก พยายามฆ่าสัตว์ตัวหนึ่งแต่ไม่ตาย สัตว์นั้นกระหืดกระหอบหนีเข้าไปตายหลังบ้านนาย ข นาย ก ตามไปได้ ใครจะมีสิทธิเป็นเจ้าของสัตว์นั้น กรณีเช่นนี้หากใช้เหตุผลที่ลึกล้ำขึ้นอีกระดับหนึ่งแยกแยะรายละเอียดของข้อเท็จจริง ก็จะพบว่านาย ก ควรได้สัตว์นั้น เพราะเป็นฝ่ายลงทุนลงแรงฆ่าและติดตามไปตัว แต่นาย ข อยู่เฉย ๆ มิได้กระทำอันใด ควรหรือจะได้สัตว์นั้น

กรณีที่สาม - นาย ก ยิงสัตว์ตัวหนึ่งแต่เฉียดไป สัตว์นั้นวิ่งหนีไปได้เข้าไปในหลังบ้านนาย ข นาย ข ยิงสัตว์นั้นตายลง นาย ก ติดตามไปได้พบและว่าสัตว์นั้นควรเป็นของตน กรณีเช่นนี้ใครควรจะได้สัตว์นั้น หากผู้ตัดสินมิได้แยกแยะโดยละเอียดตามข้อเท็จจริงก็อาจตัดสินไปตามกรณีที่สอง แต่หากวิเคราะห์แล้ว นาย ก มิได้ทำให้สัตว์นั้นสูญเสียความสามารถที่จะหนี สัตว์นั้นจึงมีอิสรภาพอยู่ เมื่อนาย ข ยิงสัตว์ที่มีอิสรภาพคือมิได้เป็นสมบัติของผู้ใดได้ ก็ควรจะได้สัตว์นั้นไป

สามกรณีนี้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นตามข้อเท็จจริง ซึ่งในกรณีหลัง ๆ ไม่อาจใช้เหตุผลธรรมดาสามัญมาจัดการได้นัก จึงจำต้องใช้เหตุผลที่เกิดจากความคิดแยกแยะเปรียบเทียบตามแต่กรณี เรียกว่า "การใช้เหตุผลทางกฎหมาย" (อังกฤษ: juristic reasoning) ซึ่งต่อมาการใช้เหตุผลเช่นนี้ก็ได้มีการเปิดสอนฝึกฝนและกลายมาเป็นวิชานิติศาสตร์

[แก้] ยุคกฎหมายบัญญัติ

3. ยุคกฎหมายบัญญัติ ยุคกฎหมายนิติบัญญัติ หรือยุคกฎหมายเทคนิค (อังกฤษ: technical law) : ยุคถัดมา สังคมมีความเจริญรุดหน้าและเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น การดำรงชีวิตมีความสลับซับซ้อนตามไปด้วย จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างปัจจุบันหรือเฉพาะหน้า หรือเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะบางประการ ซึ่งบางทีจารีตประเพณีหรือกฎหมายอย่างเดิมก็มีข้อจำกัดไม่อาจสนองความต้องการนั้นได้ และบางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับจารีตประเพณีเอาเสียเลย เช่น เรื่องการตัดไม้ มีกำหนดว่าไม้บางประเภทห้ามตัด ไม้บางประเภทจะตัดหรือเคลื่อนย้ายต้องได้รับอนุญาตก่อน ปัญหามีอยู่ว่าทำไมต้องห้ามเช่นนั้น ในเมื่อโบราณก็ตัดก็ทำกัน และการตัดไม้มิใช่เรื่องผิดศีลธรรมอันใดเลย แต่เป็นความจำเป็นในปัจจุบันที่ต้องควบคุมและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ จึงกำหนดเช่นนั้น เป็นต้น

กฎหมายสมัยใหม่เช่นว่านี้มักมีองค์กรประจำทำหน้าที่กลั่นกรองและประกาศใช้ เรียกว่า "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ซึ่งมีกำเนิดแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18

รองศาสตราจารย์สมยศ เชื้อไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นว่า[19]

...กฎหมายเทคนิคไม่มีขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมคอยหนุนหลัง ถ้าใครผิดก็ไม่รู้สึกว่าคนนั้นทำชั่วหรือทำผิดศีลธรรม เพราะฉะนั้นกฎหมายเทคนิคจึงไม่มีลักษณะบังคับตามธรรมชาติ (spontaneous sanction)...เช่น จอดรถในที่ห้ามจอด คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่าชั่ว...

[แก้] แนวคิดแม่บทเกี่ยวกับกฎหมาย

กฎหมายมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของบุคคลเป็นอย่างยิ่ง กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่คนทั่วไปควรรู้ อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีกฎหมายบังคับให้ทุกคนต้องรู้กฎหมาย แต่ก็มีหลักกฎหมายอยู่ว่า "ความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว" (ละติน: ignorantia juris non excusat หรือ ignoraritia legis non excusat) เพราะหากมีคนกล่าวดังนั้นได้ การบังคับใช้กฎหมายก็มิได้ผล

แม้กฎหมายจะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ แต่นิยามของกฎหมายนั้นก็มีมากมายเหลือเกินและได้รับการถกเถียงมานานแต่โบราณกาลจวบปัจจุบันก็ยังหาที่ยุติมิได้ ก็นิยามของกฎหมายนั้นย่อมแตกต่างไปตามแต่ผู้ให้นิยาม อย่างไรก็ดี มีสำนักทางวิชากฎหมายอยู่สามฝ่ายซึ่งให้นิยามไว้ ดังต่อไปนี้

[แก้] สำนักกฎหมายธรรมชาติ

สำนักกฎหมายธรรมชาติ (อังกฤษ: the Natural Law Thoery) เกิดขึ้นในสมัยกรีก โดยเป็นผลพลอยได้จากแนวคิดเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติ สำนักนี้เห็นว่ากฎหมายคือ "...พลังแห่งธรรมชาติ เป็นจิตใจและเหตุผลของผู้ทรงภูมิปัญญา เป็นมาตรฐานชั่งน้ำหนักความยุติธรรมและอยุติธรรม กฎหมายมิใช่สิ่งอื่นใดนอกจากการสร้างสรรค์ความมีเหตุผลอันเป็นหนึ่งของกฎอันนิรันดร กฎหมายธรรมชาติเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นโดยเหตุผลและเป็นงานของเหตุผล"[20] [21] [22]

สำนักนี้เชื่อว่า กฎหมายนั้นมนุษย์มิได้สร้างขึ้นมา แต่เกิดขึ้นจากธรรมชาติโดยตรงเสมอกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอื่น ๆ หรือเกิดจากพระเจ้าสถาปนาขึ้น หรือเกิดจากความรู้สึกของมนุษย์ที่สามารถแยกผิดชอบชั่วดีได้ กับทั้งเห็นว่ากฎหมายมีลักษณะพิเศษคือใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาไม่มีวันพ้นสมัย และอยู่เหนือรัฐอีกด้วย

แนวคิดของสำนักนี้มีอิทธิพลต่อประเทศฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ ในโลกตะวันตกมาก เห็นได้จากคำประกาศอิสรภาพจากอังกฤษของอเมริกาใน พ.ศ. 2319 ซึ่งมีความว่า "เมื่อปรากฏว่ามีความจำเป็นที่ประชาชาติหนึ่งจำต้องเลิกล้มความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เคยมีกับประชาชนอีกชาติหนึ่ง เพื่อที่จะแยกทางเดินเป็นอิสระเท่าเทียมกับชาติทั้งหลายในโลกตามสิทธิในกฎหมายธรรมชาติและกฎของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น จึงจำต้องประกาศสาเหตุซึ่งทำให้ตัดสินใจประกาศเอกราช เพื่อให้มนุษยชาติทั้งหลายได้รับรู้ไว้" [23]

แนวคิดของสำนักนี้เสื่อมลงเพราะทนทานต่อการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และแนวคิดทฤษฎีใหม่ ๆ ที่มีเหตุผลกว่าแนวคิดอันอิงเทวนิยมไม่ไหว ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงตกค้างและมีอิทธิพลเหนือจิตใจนักกฎหมายในด้านอุดมคติและคุณธรรมอยู่มาก[24]

[แก้] สำนักกฎหมายบ้านเมือง

เพื่อให้เข้าใจแนวคิดของสำนักนี้ยิ่งขึ้น โปรดทำความเข้าใจแนวคิดในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการด้วย

สำนักกฎหมายบ้านเมือง (อังกฤษ: the Positive Law Theory) เกิดขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ โดยมีแนวคิดขัดแย้งกับสำนักกฎหมายธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง สำนักนี้เห็นว่ากฎหมายคือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับความประพฤติที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม มีตัวตนอยู่จริง และเป็นที่ยอมรับในสังคม ไม่ใช่แค่สิ่งที่ควรมีหรือเป็นนามธรรมตามที่สำนักกฎหมายธรรมชาตินำเสนอ

ศาสตราจารย์เฮอร์เบิร์ต ลีโอเนล อาดอลฟัส ฮาร์ต (Herbert Lionel Adolphus Hart) ปรัชญาเมธีทางนิติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า สำนักนี้เห็นว่า กฎหมายมีลักษณะเป็นคำสั่งของมนุษย์ การวิเคราะห์แนวคิดทางกฎหมายเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ควรแยกออกจากการสืบค้นหรือตรวจสอบทางประวัติศาสตร์และสังคมวิทยาโดยสิ้นเชิง ตลอดจนต้องไม่เป็นการประเมินคุณค่าเชิงวิพากษ์วิจารณ์ด้วย[25]

ปรัชญาเมธีคนสำคัญของสำนักนี้ คือ จอห์น ออสติน (John Austin) ซึ่งว่า กฎหมายคือคำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ในการกำหนดมาตรฐานความประพฤติของผู้อยู่ใต้บังคับ ผู้ฝ่าฝืนย่อมมีโทษ[26]

สำนักกฎหมายบ้านเมืองนี้มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางกฎหมายในประเทศไทยอยู่ช่วงหนึ่งด้วย เนื่องจากนักกฎหมายไทยในอดีตเคยเอาแนวคิดของสำนักนี้มาเผยแพร่และยึดถือกันอยู่พักใหญ่ เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งว่า[27]

เราจะต้องระวัง อย่าคิดเอากฎหมายไปปนกับความดีความชั่วฤๅความยุติธรรม กฎหมายเป็นคำสั่งแบบที่เราจะต้องปฏิบัติตาม แต่กฎหมายนั้นบางทีก็จะชั่วได้ฤๅไม่เป็นยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรมมีบ่อเกิดหลายแห่ง เช่น ตามศาสนาต่าง ๆ แต่กฎหมายนั้นเกิดขึ้นได้แห่งเดียวค